ประเทศไทยเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุเต็มรูปแบบ คนเกิดน้อยลง คนอายุยืนขึ้น เงินที่จ่ายออกย่อมเพิ่มขึ้นเร็วกว่าที่รับเข้า นี่เป็นปัญหาที่หลายประเทศทั่วโลกกำลังเผชิญ ไม่ใช่เรื่องแปลก
แต่สิ่งที่น่าตั้งคำถามคือ การบริหารกองทุนตลอดหลายปีที่ผ่านมา ทำไมถึงไม่มีการปรับตัวให้ทันสถานการณ์ ทั้งที่แนวโน้มประชากรเป็นสิ่งที่คาดการณ์ได้ล่วงหน้าเป็นสิบปี
ข้อเสนออย่างการเพิ่มเงินสมทบ ขยายอายุเกษียณ หรือปรับโครงสร้างองค์กร ล้วนเป็นเรื่องที่อาจจำเป็น แต่ภาระไม่ควรถูกผลักไปที่ผู้ประกันตนฝ่ายเดียว
ก่อนจะขอให้ประชาชนจ่ายมากขึ้นหรือทำงานนานขึ้น รัฐควรตอบคำถามให้ชัดว่า
- เงินกองทุนที่ผ่านมาใช้และลงทุนอย่างมีประสิทธิภาพเพียงใด
- ผลตอบแทนอยู่ในระดับที่เหมาะสมหรือไม่
- มีความโปร่งใส ตรวจสอบได้ และเปิดเผยข้อมูลมากพอหรือยัง
- มีการบริหารต้นทุนและลดความสูญเสียอย่างจริงจังหรือไม่
หากประชาชนต้องเสียสละมากขึ้น สิ่งที่ควรได้รับกลับมาคือ “ความเชื่อมั่น” ไม่ใช่แค่คำขอให้เชื่อใจ
สุดท้าย ปัญหานี้ไม่ใช่เรื่องของคนใกล้เกษียณเท่านั้น แต่คือเรื่องของแรงงานทุกคน เพราะเงินที่เราส่งเข้ากองทุนทุกเดือน คือหลักประกันชีวิตในวันที่เราหมดแรงทำงาน หากไม่เริ่มปฏิรูปอย่างจริงจังตั้งแต่วันนี้ คนรุ่นต่อไปอาจต้องจ่ายมากขึ้น แต่ได้รับสิทธิน้อยลง