ถอดคำอภิปราย ส.ส.ฐากร ไทยสร้างไทย ถึง คำแถลง #รัฐบาลเศรษฐา

ข่าวสาร

[📌ด้านการเมืองและกฎหมาย ]

จากการแถลงนโยบายของรัฐบาลนั้น ได้ปรากฏถึงการผลักดันและการจัดทำประชามติ เพื่อนำไปสู่การจัดทำรัฐธรรมนูญ แต่ยังไม่มีการลงรายละเอียด ถึงแนวทางการดำเนินการและกรอบระยะเวลาที่ชัดเจน กระผมขอยืนยันในนามพรรคไทยสร้างไทยว่า เราพร้อมสนับสนุน และผลักดันการแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับประชาชนให้สำเร็จโดยเร็วที่สุด โดยการแก้ไขรัฐธรรมนูญนั้น พรรคไทยสร้างไทยจะยกเว้นหมวดที่ 1 และหมวดที่ 2 และการแก้ไขรัฐธรรมนูญนั้น จะต้องดำเนินการผ่านสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ หรือ ส.ส.ร. ที่มาจากการเลือกตั้งของพี่น้องประชาชน เพื่อมาเขียนรัฐธรรมนูญใหม่ในหมวดที่เหลือทั้งหมด ทั้งนี้เพื่อเร่งแก้ไขปัญหาวิกฤติทางการเมือง และสร้างประชาธิปไตยที่แท้จริง นำพาบ้านเมืองออกจากความขัดแย้ง ความตกต่ำในทุก ๆ ด้าน และสร้างการเมืองที่อยู่บนพื้นฐานของความยุติธรรมอย่างแท้จริง

พรรคไทยสร้างไทยเห็นว่า ประชาชนคือศูนย์กลางของการปกครอง และทุกฝ่ายต้องเคารพการตัดสินใจ รวมถึงเจตนารมณ์ของประชาชน และที่สำคัญที่สุดต้องมีความซื่อสัตย์ต่อประชาชน

[📌ด้านเศรษฐกิจ ]

เศรษฐกิจไทย โตต่ำเหลื่อมล้ำสูงมานานหลายปี โครงสร้างของเศรษฐกิจไทยเอื้อต่อธุรกิจขนาดใหญ่มากกว่าคนธรรมดาทั่วไป สร้างความ อยุติธรรมทางเศรษฐกิจ โอกาสในการลืมตาอ้าปากของพี่น้องประชาชนจึงมีอย่างจำกัด แม้จะทำงานและพยายามกันอย่างหนักแล้วก็ตาม ประกอบกับในช่วงเวลาที่ผ่านมา สถานการณ์ทางเศรษฐกิจ บีบคั้นให้คนส่วนใหญ่ต้องอยู่แบบเอาตัวรอด มากกว่าการได้โอกาสสร้างชีวิตที่ดีขึ้น

ดังนั้น โจทย์ใหญ่ของรัฐบาล คือ การสร้างเศรษฐกิจให้โตได้แข็งแกร่ง และสร้างโอกาสให้กับคนส่วนใหญ่ของประเทศให้โตไปพร้อม ๆ กัน จะขาดอย่างใดอย่างหนึ่งไปไม่ได้ ท่านนายกรัฐมนตรีได้กล่าวถึง การวางรากฐานเศรษฐกิจดิจิทัล เพื่อเตรียมความพร้อมของประเทศให้เข้าสู่เศรษฐกิจสมัยใหม่ กระผมเห็นว่าเป็นโจทย์ที่ถูกต้อง แต่ขอเน้นย้ำข้อสำคัญประการหนึ่ง กล่าวคือ การสร้างเศรษฐกิจดิจิทัล ไม่ใช่แค่การสร้าง Blockchain หรือเงินดิจิทัลเท่านั้น

หากแต่หมายถึง การสร้างระบบเศรษฐกิจ ที่ทำให้ประชาชนได้รับประโยชน์จากการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี ที่มีแนวโน้มเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วได้อย่างไร เช่น ถ้ามีหุ่นยนต์ที่ทำงานบางอย่างแทนคนได้ รัฐบาลจะมีนโยบายอย่างไร ให้คนไทยมีทักษะพอที่จะทำงานร่วมกับหุ่นยนต์ได้ หรือถ้าหากจะต้องมีคนตกงาน จะสร้างโอกาสงานใหม่ ๆ รองรับคนตกงานเหล่านี้ได้อย่างไร โจทย์เหล่านี้ ประเทศทั่วโลกต่างตื่นตัว คิดหาแนวทางกันอย่างกว้างขวาง รัฐบาลจะต้องทำให้ประเทศไทย ไม่ตกขบวนของการเปลี่ยนแปลงนี้ จากประสบการณ์ในการทำงาน ผลักดันการสร้าง โครงสร้างพื้นฐานทางเทคโนโลยีของประเทศ

[📌ขอเสนอแนวทางการสร้างเศรษฐกิจดิจิทัล]

ที่มีประชาชนเป็นศูนย์กลาง ซึ่งหัวใจมี 3 ด้านด้วยกัน 1) เตรียมคนให้พร้อม 2) สนับสนุนธุรกิจให้โตได้ และ3) ลดกฎเกณฑ์ที่เป็นอุปสรรค และเปิดโอกาสให้ประชาชนตรวจสอบรัฐบาลได้

1) เตรียมคนให้พร้อม: รัฐบาลต้องสนับสนุนให้คนไทย มีทักษะที่เข้ากับเศรษฐกิจยุคดิจิทัล คือ ทักษะการคำนวณ ทักษะภาษา ทักษะโปรแกรม ไม่ด้อยกว่าประเทศพัฒนาอื่นๆ ที่สำคัญคือ ต้องคิดวิเคราะห์ ปรับตัว ให้ทันกับสถานการณ์ แนวทางในการดำเนินการเรื่องนี้เช่นการพัฒนาทักษะดิจิทัลระดับชาติ ผ่าน online learning ให้ประชาชนทุกคนได้เรียนฟรี กระจายโอกาสการเข้าถึงทักษะที่จำเป็นให้กับทุกคน คนไทยไม่ว่าจะยากดีมีจนหรืออาศัยอยู่ที่ใดก็ตามในประเทศไทย ต้องสามารถเข้าถึงพร้อมกันได้

2) สนับสนุนธุรกิจให้โต: รัฐบาลต้องสนับสนุน ให้เกิดการแลกเปลี่ยนความรู้ การแข่งขันและนวัตกรรม โดยดึงดูดธุรกิจทั้งไทยและต่างชาติ ให้มีการลงทุนเพิ่มมากขึ้น จะส่งผลให้เศรษฐกิจไทยมีศักยภาพและความพร้อม และในขณะเดียวกัน สำหรับธุรกิจใหม่ ๆ ต้องสนับสนุนให้เกิดธุรกิจดิจิทัลในระดับท้องถิ่นให้มากยิ่งขึ้น เปิดโอกาสให้ประชาชนในวงกว้างได้มีส่วนร่วมในการพัฒนาเทคโนโลยี โดยการร่วมทุนระหว่างภาครัฐและเอกชน อย่างที่หลาย ๆประเทศกำลังเริ่มทำกันทั่วโลก

3) ลดกฎเกณฑ์ภาครัฐ ที่เป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาเศรษฐกิจดิจิทัล โดยนำเทคโนโลยีมาพัฒนา เพื่อเพิ่มคุณภาพการให้บริการประชาชน และใช้เทคโนโลยีเป็นเครื่องมือ ให้ประชาชนสามารถตรวจสอบถ่วงดุลภาครัฐได้ สำหรับนโยบายที่รัฐบาลจะทำ “Matching Fund” เพื่อพัฒนา “Start-Up” นั้น ผมเห็นว่า เป็นสิ่งที่ดีและควรทำอย่างเร่งด่วนในเวลานี้ คนไทยโดยเฉพาะวัยรุ่น นักเรียน นักศึกษาในยุคนี้มีไอเดีย ที่ดีๆมาก ซึ่งสามารถนำไปต่อยอดได้หลายอย่าง เพียงแต่ขาดเงินทุน ขาดโอกาส จะเห็นจากคนที่เป็นมนุษย์เงินเดือน หลายคนเก็บเงินได้ ก็ลาออกไปทำธุรกิจของตนเอง สมัยนี้อาจจะทำคู่ขนานกันไปก่อนได้ เพราะจะได้มีความมั่นคงในอาชีพเดิมด้วย เพราะหากไปทำธุรกิจใหม่ของตนเอง จะต้องหาแหล่งเงินทุนอีกจำนวนมากหรือหากต้องกู้เงินธนาคาร ก็ต้องมีเครดิตหรือการค้ำประกันหรือมีเงื่อนไข และมีอัตราดอกเบี้ยที่สูงตามมานั่นเอง

เรื่องนี้รัฐบาลควรเร่งจัดตั้งกองทุน Start- Up ให้สำเร็จโดยเร็วและใช้เป็นแหล่งเงินทุนให้กับคนไทยที่ต้องการสร้างธุรกิจ รวมทั้งเสริมสร้างสภาพคล่องธุรกิจไทยที่ประสบปัญหา โดยจะต้องเป็นลักษณะการลงทุนร่วมกัน เช่นกองทุน การลงทุนในบริษัท Start-Up ร่วมกับผู้ก่อตั้งคนไทย แล้วแบ่งส่วนรายได้ หรือรับเงินปันผลในระยะยาว หรือเป็นแบบให้เงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ แต่มีเงื่อนไขการชำระคืนที่ยาวและไม่ต้องมีการค้ำประกัน ซึ่งอาจทำเป็นรูปแบบคณะกรรมการ มีผู้เชี่ยวชาญ จากสาขาต่างๆ พิจารณา Start-Up ที่เข้าโครงการว่ามีแนวโน้มประกอบการสำเร็จได้ในระดับใด เพื่อให้เกิดกลุ่ม Start-Up ใหม่ ๆ เพื่อสร้างอาชีพใหม่ ๆ จากไอเดียของคนรุ่นใหม่ครับ กองทุนนี้ควรกระจายโอกาสให้ทุกคนเท่าเทียมกัน กล่าวคือควรจะมีการกำหนดวงเงินหรือนโยบาย

สนับสนุนพิเศษสำหรับประชาชนในแต่ละภาค แต่ละชุมชน ให้มีแต้มต่อในการเสนอไอเดีย ในการสร้างธุรกิจของตนเองและในภูมิลำเนาของตนเอง เพื่อให้เกิดความยั่งยืนของชุมชนต่อไป กลุ่มเป้าหมายสำคัญกลุ่มหนึ่งคือ กลุ่มนักเรียน นักศึกษา ที่กำลังจะจบการศึกษา และจะเข้าสู่ตลาดแรงงาน เพราะเขาเหล่านั้นอาจใช้ช่องทางนี้สร้างธุรกิจ สร้างตัวเอง โดยไม่ต้องแข่งขันกันหางานประจำ โดยเฉพาะนักศึกษาที่เพิ่งเรียนจบปริญญาตรีมาใหม่ ๆ ปัจจุบันหางานยากมาก เพราะความต้องการของนายจ้าง มีการจ้างงานน้อยมาก ทำให้อำนาจการต่อรองเป็นของนายจ้าง พวกเขาจึงได้เงินเดือนน้อยกว่าที่เป็นจริง เริ่มแรก รัฐบาลอาจใช้ช่องทางมหาวิทยาลัย หรือโรงเรียน ส่งเสริมคนรุ่นใหม่ให้มายื่นเสนอโครงการเพื่อขอรับทุนผ่านกองทุนนี้

ซึ่งนอกจากจะเกิดการสร้างงานให้กับคนรุ่นใหม่ ที่เพิ่งจบการศึกษาแล้วนั่น ยังเป็นการสร้างธุรกิจใหม่ ๆให้เกิดขึ้น ซึ่งจะเป็นเสมือนเครื่องจักรจำนวนมหาศาล ร่วมกันผลักดันและขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ ให้ใหญ่โตมหึมาได้ในระยะเวลาอันสั้นและเป็นไปอย่างยั่งยืนได้ต่อไป ท่านประธานที่เคารพครับ เศรษฐกิจที่ดี คือเศรษฐกิจที่โตได้ดี และโตเพื่อคนหมู่มาก โตไม่จำกัดแค่บางกลุ่ม นี่เป็นโจทย์ใหญ่ ที่ผมอยากจะฝากให้รัฐบาล ทำให้เกิดขึ้นจริงให้ได้ ทั้งนี้ เพื่อให้เศรษฐกิจของประเทศไทยในอนาคตข้างหน้า จะต้อง “โตอย่างแข็งแกร่ง โตอย่างทั่วถึงและโตอย่างยั่งยืน”ครับ

[ 📌ด้านสาธารณสุข]

การให้บริการสาธารณสุขตามนโยบายรัฐบาลที่แถลงว่า ประชาชนจะสามารถ เข้าถึงบริการสาธารสุขได้ ผ่านบัตรประชาชนใบเดียว โดยเชื่อมโยงฐานข้อมูลทั้งหมด ให้ประชาชนสามารถเข้ารับบริการได้ทุกที่ทั่วประเทศนั้น ผมเห็นว่า เป็นเรื่องจำเป็นที่ต้องเร่งทำ และต้องรีบดำเนินการโดยเร็ว ไม่แตกต่างจากเรื่องนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้น

เพราะประเทศไทย เป็นประเทศที่เข้าสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างเต็มรูปแบบมานานแล้ว และในขณะเดียวกัน มีผู้ป่วยล้นโรงพยาบาลเป็นจำนวนมาก เพราะบุคลากรทางการแพทย์ โดยเฉพาะหมอ ทั้งทางด้านอายุรกรรมและเฉพาะทางมีไม่เพียงพอกับจำนวนผู้ป่วยที่เพิ่มมากขึ้นในแต่ละวัน การใช้บัตรประชาชนใบเดียวรักษาได้ทุกโรงพยาบาลนั้น คงไม่ใช่แค่ใช้แทน การกรอกประวัติคนไข้ โดยไม่ต้องกรอกประวัติใหม่

เวลาไปต่างโรงพยาบาลเท่านั้น แต่ต้องสามารถใช้สำหรับดึงข้อมูลทั้งประวัติคนไข้ และประวัติการรักษาจากโรงพยาบาลทุกที่ ที่คนไข้ได้เคยรักษามาทั้งหมด ลองนึกภาพตามผมครับท่านประธาน เมื่อประชาชนเดินเข้าไปโรงพยาบาล ก็สามารถใช้บัตรประชาชนยืนยันตัวตน ทั้งประชาชนและบุคลากรทางการแพทย์ จะเห็นประวัติคนไข้ทั้งหมด เป็นระบบอยู่ในที่เดียว ประชาชนรู้ข้อมูลสุขภาพของตัวเองอย่างละเอียด ไม่ต้องเชื่อมต่อจากหลาย ๆ แห่งอย่างที่เคยเป็นมา สำหรับหมอ เมื่อเห็นข้อมูลคนไข้ จะสามารถวินิจฉัยโรคได้สะดวกขึ้นและมีความต่อเนื่อง

แม้คนไข้จะรักษาจากโรงพยาบาลอื่นมาก็ตาม ถ้าทำได้ดังกล่าวนี้ นอกจากจะช่วยลดความแออัด เพราะประชาชนสามารถไปใช้บริการสถานพยาบาลใกล้เคียง ที่มีคิวน้อยกว่าได้ทันทีแล้ว ยังเป็นการลดระยะเวลา ลดภาระการบริการของสถานพยาบาล ลดค่าใช้จ่ายของประชาชน

และที่สำคัญจากการศึกษาพบว่าสามารถลดงบ

ประมาณด้านสาธารณสุขได้อย่างน้อย 20% ต่อปี ผมฝากเรียนกระทรวงสาธารณสุข ซึ่งมีบทบาทสำคัญโดยตรงว่าโครงการ “บัตรประชาชนใบเดียว รักษาได้ทุกที่นั้น”เป็นโครงการที่สำคัญอย่างยิ่ง ในการยกระดับระบบสาธารณสุขไทย ตลอดจนเป็นการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนให้ดีขึ้น

และที่สำคัญจะลดความเหลื่อมในสังคมที่นับวันจะห่างและแตกต่างกันมาก ให้มีช่องว่างที่น้อยลง แต่เนื่องจากโครงการนี้เป็นโครงการใหม่ ยังต้องมีการนำร่องทดลองทดสอบ รัฐบาลควรรายงานผลการดำเนินการให้ประชาชนทราบเป็นระยะ เพื่อร่วมกันพัฒนาโครงการให้เกิดประโยชน์สูงสุดกับประชาชน ท่านประธานที่เคารพครับ ด้านการศึกษา รัฐบาลได้เขียนนโยบายด้านนี้ไว้น้อยมาก

.

[📌ด้านการศึกษา]

ผมข้อเสนอะแนวทางเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพด้านการศึกษาเพิ่มเติม

โดยผ่าน” #กองทุนพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อการศึกษา ” ซึ่งกำหนดไว้ในมาตรา 68 แห่งพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 และที่ปรับปรุงแก้ไขเพิ่มเติม ซึ่งกำหนดไว้ว่า “ ให้มีการระดมทุน เพื่อจัดตั้งกองทุนพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อการศึกษา จากเงินอุดหนุนของรัฐ ค่าสัมปทาน และผลกำไร ที่ได้จากการดำเนินกิจการด้านสื่อสารมวลชน เทคโนโลยีสารสนเทศ และโทรคมนาคมจากทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และองค์กรประชาชน

รวมทั้งให้มีการลดอัตราค่าบริการเป็นพิเศษในการใช้เทคโนโลยีดังกล่าวเพื่อการพัฒนาคนและสังคม หลักเกณฑ์และวิธีการจัดสรรเงินกองทุนเพื่อการผลิต การวิจัย และการพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อการศึกษา ให้เป็นไปตามที่กำหนดในกฎกระทรวง ท่านประธานทราบไหมครับว่า กองทุนพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อการศึกษานี้ ตามกฎหมาย มีผลบังคับแล้วตั้งแต่ปี 2542

กระทรวงศึกษาธิการ เพียงแต่ทำหน้าที่ในการออกหลักเกณฑ์และวิธีการจัดสรรเงินเข้ากองทุนนี้เท่านั้น แต่การออกหลักเกณฑ์และระเบียบดังกล่าว มาดำเนินการสำเร็จได้ในปี 2558 ใช้เวลากว่า 16 ปี หลังจากออกหลักเกณฑ์และระเบียบในปี 2558 ได้ ก็ยังปล่อยระยะเวลาล่วงเลยมาอีกกว่า 8 ปีเศษถึงปัจจุบัน รวมสองช่วงเวลากว่า 24 ปี ก็ยังไม่เคยระดมทุนใดๆ

ตามที่กฎหมายให้อำนาจหน้าที่ไว้ จึงทำให้สถานศึกษา นักเรียน ขาดแคลนอุปกรณ์ในการเรียน การสอน ไม่ว่าการให้สถานศึกษาได้ใช้อินเทอร์เน็ตฟรี โดยผ่านกองทุนนี้ อาจจะเป็นผู้สนับสนุนค่าใช้จ่ายแทนก็ตาม

ตลอดจนการสนับสนุน tablet ผ่านภาคเอกชน ที่จะต้องใช้ในการเรียนการสอนเพื่อให้นักเรียนได้ใช้ฟรีเช่นกัน ผมขออนุญาตนำเสนอ และให้รัฐบาลชุดปัจจุบันรีบดำเนินการในเรื่องนี้ เพื่อจะได้ปฏิรูปและยกระดับระบบการศึกษาใหม่ของประเทศ ให้เท่าเทียมกับนานาอารยประเทศที่เจริญแล้วให้เกิดขึ้นได้จริงต่อไปครับ

ท่านประธานที่เคารพครับ ในประเด็นสุดท้ายครับท่านประธาน เป็นประเด็น

[📌ด้านห่วงโซ่อุปทานและสิทธิแรงงาน]

กระผมทราบว่า ท่านนายกรัฐมนตรีจะเดินทางเข้าร่วมประชุมสามัญองค์การสหประชาชาติที่จะมีขึ้นในไม่อีกกี่สัปดาห์ข้างหน้า ที่เมืองนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา ผมขออนุญาตนำเรียน 2 เรื่องที่สำคัญครับ เรื่องแรก ความรับผิดชอบของธุรกิจในห่วงโซ่อุปทาน ประเทศไทยควรประกาศจุดยืนในเรื่องแรงงานทาส แรงงานบังคับ และสิทธิแรงงานในห่วงโซ่อุปทานอย่างชัดเจน ในเวทีสากลที่ผ่านมา สถานการณ์เกี่ยวกับเรื่องนี้ในประเทศไทย มักถูกยกขึ้นมาเป็นข้อถกเถียงและอภิปราย ประเทศไทยต้องมีความชัดเจนในเรื่องจุดยืน และทำการปฏิรูปนโยบายด้านแรงงานให้เสมอภาคและเท่าเทียมกัน จะเป็นการช่วยส่งเสริมศักยภาพในการแข่งขันให้กับธุรกิจไทย และแสดงความโปร่งใสในการดำเนินการธุรกิจของไทยอย่างยั่งยืนและเป็นธรรมในเวทีตลาดโลก เรื่องที่สอง ประเทศไทยควรเป็นผู้นำในการหารือเรื่องการปฏิรูปและพัฒนานโยบายที่เกี่ยวข้องกับแรงงานข้ามชาติ เนื่องจากเป็นประเด็นสำคัญในภูมิภาคอาเซียนและระดับสากล

ประเทศไทยจะต้องเป็นผู้นำในการแก้ไขปัญหาแรงงานข้ามชาติ ที่อาจถูกเอารัดเอาเปรียบในด้านการจัดหางาน การทำงานล่วงเวลา จนไปถึงสิทธิแรงงานขั้นพื้นฐาน ที่แรงงานกลุ่มนี้ควรจะได้รับ ท้ายที่สุดนี้ พรรคไทยสร้างไทยมีจุดยืนในการเป็นพรรคฝ่ายค้านที่ ชัดเจนว่า เราจะไม่เป็นฝ่ายค้าน ที่ค้านทุกเรื่อง หรือใช้วาทกรรมที่สร้างความแตกแยก เกลียดชังในหมู่ประชาชน

ถ้ารัฐบาลตั้งใจทำงาน ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต จริงใจ ตามที่แถลงนโยบายไว้

[📌ไทยสร้างไทยฝ่ายค้านยุคใหม่]

พรรคไทยสร้างไทย พร้อมให้ความร่วมมือและร่วมเป็นฟันเฟือง ในการขับเคลื่อนวาระเหล่านี้ให้สำเร็จ แต่ถ้ารัฐบาลทำไม่ถูกต้อง มีการทุจริต หรือทำให้ผลประโยชน์ของประชาชนต้องเสียหาย เราจะทำหน้าที่ของเรา อย่างไม่หวั่นเกรงต่อการใช้อำนาจและหน้าที่นั้นแต่อย่างใด ผมขอกราบขอบพระคุณท่านประธานเป็นอย่างสูงมา ณ โอกาสนี้ครับ

Takorn Tantasith ฐากร ตัณฑสิทธิ์

พรรคไทยสร้างไทย

ร่วมแบ่งปันนโยบาย:

Facebook
Twitter

ข่าวสารน่าสนใจอื่น ๆ

ข่าวสาร
"ไทยสร้างไทย" อัดเศรษฐา บริหารไม่ถึงปี แต่ทำชาวนาไร้อนาคต สับปุ๋ย...
ข่าวสาร
"สุดารัตน์" รับเรื่องร้องเรียนความเดือดร้อนเกษตรกรอิสาน ที่ยกขบวน...
ข่าวสาร
"สส.รำพูล ไทยสร้างไทย" สะท้อนเสียงเรียกร้องพี่น้องชาวนา บอกไม่เอา...
ข่าวสาร
"ไทยสร้างไทย" อัดเศรษฐา บริหารไม่ถึงปี แต่...
ข่าวสาร
"สุดารัตน์" รับเรื่องร้องเรียนความเดือดร้อ...
ข่าวสาร
"สส.รำพูล ไทยสร้างไทย" สะท้อนเสียงเรียกร้อ...
ข่าวสาร
พรรคไทยสร้างไทย เชิญผู้ทรงคุณวุฒิ ตัวแทนพร...
ติดตามทางโซเชียลมีเดีย