นายภูวพัฒน์ ชนะสกล กรรมการบริหาร และรองโฆษกพรรคไทยสร้างไทย โพสต์เฟซบุ๊กเตือนใจรัฐบาลถึงการบริหารเงินกู้ก้อนใหม่ ในส่วนของงบแผนงานเปลี่ยนผ่านพลังงาน วงเงิน 2 แสนล้านบาท โดยระบุว่า ตอนนี้หน้างานในระบบราชการกำลังเดินซ้ำรอยแผลเก่าตอนโควิดแบบเป๊ะ ๆ คือการเปิดให้ ‘แต่ละกรมแต่ละกระทรวง คิดโปรเจกต์เสนอขึ้นมาเอง’ เพื่อแย่งเงินก้อนนี้
.
นายภูวพัฒน์ กางตัวเลขจริงจากบทเรียนอันเจ็บปวดในอดีต ชี้ให้เห็นว่า ตอนวิกฤตโควิดรัฐบาลเคยตั้งงบกู้สำหรับ ‘แผนงานฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคม’ ไว้ที่ 4 แสนล้านบาท และใช้โมเดลปล่อยให้ต่างคนต่างขอแบบนี้เลย ผลลัพธ์คือเกิดการปั๊มโครงการส่งเดชยื่นเข้ามาถล่มทลายถึง 34,263 โครงการ วงเงินทะลุไปกว่า 8.4 แสนล้านบาท และที่ตลกร้ายที่สุดคือ ไส้ในเหล่านั้นกลายร่างเป็นโครงการที่มีคำว่า “ถนน” สูงถึง 10,150 โครงการ! ทั้งที่เป็นงบกู้มาฟื้นฟูประเทศจากโรคระบาด ส่วนงบที่เหลือก็ไหลไปกับโครงการแจกปุ๋ย แจกพันธุ์พืช หรือจัดอบรมสัมมนาละลายงบประมาณ พอเงินหมดโครงการจบ ประเทศทิ้งไว้แค่หนี้สินแต่โครงสร้างไม่ได้พัฒนาขึ้นเลย และวันนี้ระบบราชการกำลังจะทำแบบนั้นกับงบพลังงาน 2 แสนล้านรอบใหม่
.
นายภูวพัฒน์ กล่าวว่า หน้าที่ของรัฐบาลส่วนกลางไม่ใช่การทำตัวเป็น ‘ตะกร้ารองรับโปรเจกต์’ หรือเป็นแค่ ‘คนรอตรวจการบ้าน’ แต่รัฐบาลต้องทำหน้าที่เป็น ‘สถาปนิกวางพิมพ์เขียว’ ลงไปก่อน เคาะสเปกเทคโนโลยีโซลาร์เซลล์ให้ได้มาตรฐาน วางระบบซ่อมบำรุงระยะยาว 10–20 ปี และตั้ง KPI ให้ชัดเลยว่า เงินก้อนนี้ลงไปต้องลดค่าไฟหรือผันน้ำเข้าพื้นที่เกษตรในต่างจังหวัดได้เท่าไหร่ เพื่อตัดวงจรการปั๊มยอดจัดซื้อจัดจ้างผลาญงบของแต่ละกรม
.
จากนั้น ค่อยส่งไม้ต่อให้ ‘องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น’ เป็นคนเลือกหยิบพิมพ์เขียวนี้ไปหยอดลงในพื้นที่จริงตามความจำเป็น พื้นที่ไหนแล้งจัด เอาโซลาร์เซลล์ผันน้ำไปใช้ พื้นที่ไหนค่าไฟแพง เอาโรงไฟฟ้าชุมชนขนาดเล็กไปช่วยลดค่าครองชีพให้ชาวบ้าน เงินกู้แสนล้านถึงจะงอกเงยเป็นรากฐานใหม่ให้ประเทศอย่างแท้จริง
.
“งบกู้ไม่ใช่เงินทอดกฐินที่จะปล่อยให้แต่ละกรมปั๊มโครงการมาขอแบ่งเค้กกัน บทเรียนงบฟื้นฟูโควิด 4 แสนล้านสอนเราแล้วว่า ปุ๋ยที่หว่านลงไปโดยไม่มีรากแก้ว… สุดท้ายก็แค่ละลายน้ำ รัฐบาลต้องกล้าวางยุทธศาสตร์ที่ชัดเจนจากส่วนกลาง แล้วให้ท้องถิ่นลงมือทำ เงินกู้ 2 แสนล้านรอบนี้ถึงจะเปลี่ยนชีวิตประชาชนได้จริง ๆ ครับ” นายภูวพัฒน์ กล่าวทิ้งท้าย
.