🟣 เนื่องใน #วันแรงงาน แห่งชาติ
นายแทนรัก ศาตะมาน รองโฆษก พรรคไทยสร้างไทย
เสนอมุมมองว่าในปี 2569
แรงงานไทยไม่ได้เผชิญแค่ปัญหา “เงินไม่พอใช้”
แต่กำลังเผชิญกับ “ภาวะทักษะล้าสมัย” (Skills Obsolescence)
จากการเข้ามาของเทคโนโลยีขั้นสูง
โดยรัฐควรเปลี่ยนบทบาทจากการเป็นผู้แจกเงิน
มาเป็นผู้สร้าง “ตาข่ายรองรับ” และ “ติดอาวุธ” ให้คนตัวเล็ก
.
นายแทนรัก กล่าวว่า วิกฤตเศรษฐกิจและปากท้องนั้น
ในส่วนของแรงงาน ค่าแรงที่แท้จริงกลับติดลบ
และมีต้นทุนแฝง
แม้ตัวเลขค่าแรงขั้นต่ำจะขยับขึ้นสู่ 337–400 บาท
แต่เมื่อหักลบกับอัตราเงินเฟ้อพื้นฐานที่ยังทรงตัวสูง
และหนี้ครัวเรือนที่ระดับ 87% ของ GDP
ทำให้กำลังซื้อ (Purchasing Power) ของแรงงานลดลงอย่างต่อเนื่อง
.
อีกทั้งต้นทุนแฝง
โดยแรงงานในเขตเมืองมีค่าใช้จ่ายด้านการเดินทาง
และที่อยู่อาศัยสูงถึง 35-40% ของรายได้
ซึ่งนายแทนรัก ชี้ว่า
“ต่อให้ขึ้นค่าแรงเป็น 500 บาท
แต่ถ้าค่ารถเมล์หรือค่าเช่าบ้านขึ้นตาม
แรงงานก็ยังไม่พ้นขีดความยากจน”
.
นายแทนรัก กล่าวว่า สวัสดิภาพแรงงานยุคใหม่
ต้องรวมถึง “สิทธิในการเข้าถึงความรู้”
เพื่อไม่ให้ถูก AI แย่งงาน
ซึ่งเสนอแนวทางพิจารณาดังนี้
.
- กองทุน Re-skill/Up-skill ถ้วนหน้า:
รัฐต้องสนับสนุนงบประมาณให้แรงงานทุกคน
สามารถเข้าถึงคอร์สเรียน AI Literacy และ Data Analysis
โดยไม่มีค่าใช้จ่าย
เพื่อเปลี่ยนจากแรงงานไร้ฝีมือ (Unskilled)
เป็นแรงงานที่มีทักษะเทคโนโลยี (Tech-enabled Labor)
. - มาตรการทางภาษีเพื่อการเรียนรู้:
เสนอให้บริษัทที่ส่งพนักงานไปอบรมด้านเทคโนโลยีขั้นสูง
สามารถนำมาหักลดหย่อนภาษีได้ 3 เท่า
เพื่อกระตุ้นให้ภาคเอกชนร่วมลงทุนในตัวคน
. - การคุ้มครองแรงงานในยุค AI:
แก้ไขกฎหมายคุ้มครองแรงงาน
ให้ครอบคลุมสิทธิในการ “ทำงานร่วมกับ AI” อย่างเป็นธรรม
และมีมาตรการเยียวยา
หากมีการเลิกจ้างจากการใช้ระบบอัตโนมัติ (Automation)
.
นายแทนรัก กล่าวทิ้งท้ายว่า
โจทย์ใหญ่ของรัฐบาลในปี 2569
คือการทำให้ “AI เป็นโอกาส ไม่ใช่ภัยคุกคาม”
.
โดยต้องอาศัยการจัดสรรงบประมาณจากโครงการก่อสร้างขนาดใหญ่
มาลงทุนใน “ทรัพยากรมนุษย์”
และระบบสวัสดิการที่ยั่งยืน
เพื่อให้เศรษฐกิจไทยขับเคลื่อนไปได้
โดยไม่ทิ้งใครไว้เบื้องหลัง