นายแทนรัก กล่าวว่า
การเผาป่าเพื่อเตรียมพื้นที่ปลูกพืชเชิงเดี่ยว
(เช่น ข้าวโพด)
.
เป็นต้นทุนแฝงที่บริษัททุนใหญ่
ผลักภาระให้สังคม
.
รัฐบาลต้องบังคับใช้มาตรฐานการตรวจสอบย้อนกลับ (Traceability)
.
หากพิสูจน์ได้ว่าผลผลิตมาจากพื้นที่ที่มีการเผาป่า
บริษัทผู้รับซื้อต้องมีความผิดร่วม
ฐานทำลายสิ่งแวดล้อม
.
อีกทางนึงคือ
เปลี่ยนงบประมาณที่ใช้ “ดับไฟ”
มาเป็นงบ “ปรับเปลี่ยน”
.
ส่งเสริมเกษตรมูลค่าสูง
ที่ไม่ต้องใช้การเผา
เพื่อตัดวงจรการทำไร่เลื่อนลอยในเขตป่าสงวน
.
เปลี่ยน “คนเผา” เป็น “คนเฝ้า”
.
ปัญหากฎหมายป่าไม้ในปัจจุบัน
มักมองชาวบ้านในพื้นที่ป่าเป็น “ผู้บุกรุก”
.
ส่งผลให้เกิดความขัดแย้ง
และการลักลอบเผาเพื่อแสดงสิทธิ์หรือหาของป่า
.
นายแทนรัก กล่าวว่า
ควรให้มีการแก้ไขข้อจำกัดใน พ.ร.บ. ป่าไม้
และ พ.ร.บ. อุทยานแห่งชาติ
.
เพื่ออนุญาตให้สิทธิทำกินอย่างมีเงื่อนไข
โดยมีข้อแลกเปลี่ยนคือ
“เขตพื้นที่นั้นต้องมีจุดความร้อนเป็นศูนย์”
.
นายแทนรัก กล่าวต่อว่า
การใช้กฎหมายกระจายอำนาจ
โอนงบประมาณและอำนาจการบริหารจัดการป่าชุมชน
ให้ท้องถิ่นดูแลอย่างเต็มตัว
.
เพราะคนในพื้นที่คือผู้ที่ได้รับผลกระทบจากควันไฟมากที่สุด
.
อีกด้านคือมลพิษข้ามพรมแดน
.
เมื่อการเผาป่าเกิดขึ้นในประเทศเพื่อนบ้าน
แต่ฝุ่นข้ามมาไทย
.
นายแทนรัก เน้นย้ำว่า
เราจะรอแค่ความร่วมมือทางการทูตแบบเดิมไม่ได้อีกต่อไป
.
- ต้องใช้มาตรการ
“ภาษีคาร์บอนข้ามพรมแดน”
(CBAM – Carbon Border Adjustment Mechanism)
.
หรือมาตรการกีดกันทางการค้าที่ไม่ใช่ภาษี (NTBs)
ต่อสินค้าที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการเผาป่าในภูมิภาคอาเซียน
. - ไทยควรเป็นผู้นำ
ในการร่างอนุสัญญาอาเซียนว่าด้วยเรื่องหมอกควันข้ามพรมแดน
.
ที่มี “บทลงโทษ” (Sanction) ทางเศรษฐกิจ
ที่จับต้องได้จริง
.
นายแทนรัก ได้ตั้งข้อสังเกตว่า
ที่ผ่านมาการจับกุมมักเกิดกับชาวบ้านรายย่อย
.
แต่ “ผู้บงการ”
หรือ “ผู้รับผลประโยชน์”
จากพื้นที่ป่าที่ถูกเปลี่ยนสภาพ
มักลอยนวล
.
เราต้องยกระดับความผิดฐานลอบเผาป่า
ให้เป็นคดีพิเศษที่มีโทษร้ายแรง
.
และมีการสืบสวนเส้นทางการเงิน
ของผู้ที่ได้ประโยชน์จากการเปลี่ยนสภาพป่าไม้
ให้เป็นที่ดินเกษตรกรรม
.
“เราดับไฟป่าไม่ได้ด้วยรถดับเพลิง
แต่เราดับมันได้ด้วยกฎหมายที่เท่าเทียม
และการเมืองที่กล้าหาญ
.
หากรัฐบาลไม่กล้าเผชิญหน้ากับต้นทุนมหาศาล
ของกลุ่มทุนที่สนับสนุนการเผา
.
เราก็จะต้องแลกด้วยปอดของประชาชนต่อไป”
.
นายแทนรัก กล่าวทิ้งท้าย
.