ร้านอาหาร แพะรับบาป??

#ร้านอาหาร

#แพะรับบาป??

ผู้ประกอบการร้าน โวยภาครัฐแก้ปัญหาไม่ถูกจุด กลายเป็นแพะรับบาป ถูกสั่งห้ามนั่งกินในร้าน สวนทางกับตัวเลขผู้ติดเชื้อโควิดที่ยังพุ่งไม่หยุด เชื่อหากครบกำหนด 1 เดือนตามที่อ้างนอกจากตัวเลขยังไม่ลดแล้ว ยังสร้างความเสียหายต่อเศรษฐกิจร้านอาหารกว่า 5 หมื่นล้าน

.

.

[#ทำไมไม่ได้เยียวยา?]

มาตรการของภาครัฐ ที่สั่งห้ามรับประทานอาหารที่ร้าน เริ่มตั้งแต่วันที่ 28 มิถุนายนที่ผ่านมา เป็นเวลา 30 วัน จากการแพร่ระบาดของโควิดระลอก 3 ถือเป็นการฆ่าผู้ประกอบการร้านอาหาร ที่พึ่งได้กลับมาเปิดร้านเพียงสัปดาห์เดียว ถือเป็นฟ้าผ่าในยามวิกาล แม้รัฐบาล จะประกาศให้มีมาตรการช่วยเหลือออกมา ภายใต้วงเงิน 8,500 ล้านบาท แต่การที่แรงงานเหล่านี้จะได้รับการเยียวยาต้องรอให้ตกงานก่อน ซึ่งถือเป็นมาตรการที่แก้ปัญหาที่ปลายเหตุ และชี้ให้เห็นว่ารัฐไม่เข้าใจคนที่เดือดร้อน การที่รัฐอ้างว่าการแพร่ระบาดระลอกใหม่ มาจากการรวมตัวกันไปนั่งทานที่ร้านอาหาร จริง ๆแล้ว เป็นเพียงแค่ข้ออ้างที่รัฐบาลใช้เพื่อปกปิดความบกพร่องของตนเอง แต่คนที่ได้รับผลกระทบก็ คือ ประชาชน

.

.

[#ปิดก่อน #เปิดทีหลัง]

นายเจตุบัญชา ยังชี้ด้วยว่า ทุกครั้งที่มีการแพร่ระบาด ร้านอาหารมักจะเป็นกิจการแรกที่โดนสั่งปิด และเป็นกิจการสุดท้ายที่ได้กลับเปิดให้บริการ ทั้งที่แท้จริงแล้วผู้ประกอบการร้านอาหารพยายามทำตามมาตรการการป้องกันอย่างเต็มที่ ทั้งการติดตั้งฉากกั้น ระหว่างคนกินอาหาร ทั้งมาตรการการเว้นระยะห่าง จำกัดที่นั่งในร้านอาหาร ซึ่งในช่วงที่มีการสั่งปิดร้านอาหารระลอกแรก ระลอกสอง ก็ไม่ทำตัวเลขผู้ติดเชื้อลดลง จนกระทั่ง การออกมาตรการครั้งล่าสุดงดรับประทานอาหารในร้าน จนถึงวันนี้ (5 กรกฎาคม) จำนวนผู้ติดเชื้อรายใหม่ในแต่ละวัน ก็ไม่มีทีท่าว่าจะลดลงเลย มีแต่เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ จนตัวเลขทำ New high ทะลุ 6,000 คนต่อวันไปแล้ว

“ตนจึงอยากตั้งคำถามไปยังภาครัฐว่า วิธีนี้คือการแก้ปัญหาที่ถูกจุดแล้วจริง ๆ รึเปล่า? หรือร้านอาหารจะต้องเป็นกิจการที่ตกเป็นแพะรับบาปอยู่แบบนี้ต่อไปเรื่อย ๆ เพราะการตัดสินใจที่ไม่รอบคอบของรัฐบาลนี้ ทำให้มีร้านอาหารปิดตัวไปหลายหมื่นร้าน ยังทำให้เกิดความเสียหายในระบบเศรษฐกิจไม่น้อยกว่า 1,400 ล้านบาทต่อวัน ทั้ง ๆที่ร้านอาหารหรือสถานบันเทิงต่าง ๆ พร้อมที่จะให้ความร่วมมือกับภาครัฐอยู่แล้ว แต่กลายเป็น เช้าพูดอย่าง เย็นพูดอย่าง อย่าว่าแต่ร้านอาหารเลย กิ้งก่ายังปรับตัวไม่ทันเลย”

ด้วยเหตุนี้ ตนจึงอยากขอเรียกร้อง ให้ร้านอาหารกลับมาเปิดทำการอีกครั้ง แต่ต้องมีมาตรการที่รัดกุมเข้ามาร่วมด้วย ไม่ว่าจะเป็นการจำกัดปริมาณที่นั่งในร้าน มาตรการรักษาระยะห่าง (Social Distancing) การคัดกรองคนที่จะเข้ามานั่งทานในร้านได้ เพราะเราไม่ได้ต้องการการเยียวยาแบบขอไปที และในฐานะพลเมืองของประเทศกำลังจ้างรัฐบาลทำงานอยู่ แต่กลับว่าทำงานไม่เป็น จนแทบจะไม่เหลือความหวังอยู่แล้ว เลิกอุดรูรั่วผิดที่ เกาไม่ถูกที่คันสักที นายเจตุบัญชากล่าวทิ้งท้าย

.

.

นายเจตุบัญชา อำรุงจิตชัย

คณะกรรมการนโยบาย SMEs

พรรคไทยสร้างไทย